การเลี้ยงปลากัดแบบของผม…(โม้…ตอนที่ 8)

เนื่องจากมีน้องๆบางคน เจอหน้าแล้วถามหา  โม้…  ตอนที่  8 …  แล้วผมจะขัดศรัทธาได้ยังไง…  อิ อิ …  ก็เลยต้องมานั่งนึกหาเรื่องราวที่จะเอามาโม้ซะก่อน…  เพราะการจะโม้ได้เป็นตุเป็นตะนั้น  มันต้องมีข้อมูล  มันต้องมีการกระทำ…  และที่สำคัญ  มันต้องเป็นเรื่องจริงครับ…  ไม่ใช่โม้ไปเรื่อยๆ  แต่หาความจริงไม่ได้  แบบนั้น  มันเรียกว่าการโกหกซะมากกว่า…

เอาล่ะ…  หลังจาก “งุ้งงิ๊ง” มา 1 ย่อหน้า…  ก็นึกเรื่องราวที่จะโม้ออก…  และให้ชื่อโม้ตอนนี้อย่างเป็นทางการว่า  “กู้ฟาร์ม” …  ทำไมน่ะเหรอ…  ถ้าสังเกตกันดีๆ  จะพบว่า  ผมมักไม่ค่อยถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับโรคปลาเลย…  ใช่สิ..  เพราะปกติเจอะเจอน้อยมาก…  จนเรียกว่าแทบไม่เคยพบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้สักเท่าไร…  เพราะเคยพบพานกันกับโรคปลาหางนกยูง  ช่วงแรกๆของการกลับมาเลี้ยงปลาหลังจากทิ้งไปซะกว่า 20 ปี…  มาเจอโรคเปื่อยแบบรุนแรงของปลาหางนกยูงเข้าไปจาก 3,000 เหลือ 2-300 ตัวใน 2-3 วัน…  เรียกว่าสาหัส  และเอาเกือบไม่อยู่…  มาเจอท้องมานของปลากัดในช่วง 6 เดือน แรก…  เพียบซะจนขี้เกียจเลี้ยง…  มาเจอเหงือกอ้าเข้าไป…  จนในที่สุดก็ปราบหมด…  และมาเจอกร่อนของปลาเคลือบๆทั้งหลาย…  ชนิดหมดฟาร์ม  กว่าจะรู้ว่ามันเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของพันธุกรรมส่วนหนึ่งเข้าไป…  ก็เล่นเอาฟุบเลย…  และครั้งนี้  ที่โดนเข้าไปยามช่วงที่ผมไปปฏิบัติงานในประเทศเกาหลี…  ไม่อยู่เพียง 7 วัน  กลับทำให้ปลากัดเกินกว่า 3-4,000 ตัว  มีมูลค่าเกือบเป็นศูนย์   ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนหายไป   ตีเป็นมุ,ค่าความเสียหายที่เลข 6 หลักต้นๆในเวลาเพียงแค่  3  เดือน  และกว่าจะกู้สถานการณ์กลับมานานที่สุดเท่าที่เคยประสบมา…  คือนับจากเจอมรสุมและกว่าจะกลับมาฟื้นคืนชีพได้…  ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า  5  เดือน…  นี่ถ้ากรณีไม่ทรุดไปอีกนะ…  สาหัสพอดู…

สาเหตุที่นึกถึงเรื่องนี้ไว้  เพราะคิดว่า…  มันเป็นเรื่องใกล้ตัวคนเพาะเลี้ยงปลาทุกคน…  และมีโอกาสที่จะประสบกันถ้วนหน้า…  หากคุณระแวดระวังไม่เพียงพอ…  เมื่อใดก็ตาม  ที่มีสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันมารวมๆกันอยู่…  ผลกระทบจากโรคระบาด มันจะรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า…  นี่คือสิ่งที่อยากให้จดจำไว้…  เพราะมันจะอำนวยความสะดวกให้เจ้าเชื้อโรคสามารถกระจายและแพร่ขยายได้อย่างรวดเร็ว…  และนี่คือสิ่งที่ต้องพึงฉุกคิดและเตือนตัวเองเป็นข้อแรก…

การระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดเลย  เป็นเรื่องที่ดีที่สุด…  จะทำอย่างใดกันเล่า…  ผมคงมีข้อแนะนำได้บ้าง ส่วนจะครบถ้วนหรือไม่…  ก็สุดแต่ประสบการณ์ของผมจะพบเจอ…  อย่างแรกเลย…  เราต้องรู้จักปลาของเราให้ดีก่อน…  สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเขาเป็นอย่างไร…  นั่นคือสิ่งที่เราต้องปรับให้เหมาะสม…  จงอย่าลืมว่า ปลาที่แข็งแรง…  จะไม่ป่วยง่ายและมีภูมิต้านทานที่ดี…   อาหารที่สะอาด…  เป็นสิ่งสำคัญในลำดับต่อมา…  เพราะผมมักเจอบ่อยๆว่า  อาหารโดยเฉพาะอาหารสด…  นำพาเชื้อโรคมาสู่ปลาเรา…  แหล่งอาหารที่สะอาด  การเก็บรักษาอาหารที่เหมาะสม  การล้างและการทำความสะอาด…  จะช่วยป้องกันได้…   ต่อไป    น้ำเลี้ยงดี…  ปลาดีเพราะอยู่ในน้ำที่ดี…  น้ำที่สะอาด…  จะช่วยปกป้องโรคภัยให้ปลาเราได้…  ซึ่งคำว่าน้ำสะอาดของผม…  ไม่ใช่การเปลี่ยนน้ำทุกวัน…  แต่เป็นการควบคุมคุณภาพน้ำ ให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมต่างหาก…  กำจัดสภาพที่อำนวยประโยชน์ให้กับเชื้อโรค…  สำคัญเลยนะ …  ไม่มีทางที่คุณจะหนีไอ้เชื้อบ้าเหล่านี้พ้น…  เพราะมันมีอยู่ทั่วไป  เยอะแยะไปหมด…  แต่ทำให้มันหมดฤทธิ์ซะ…  นั่นคือทางเลือกที่ง่ายกว่า…  ซึ่งผมพบบ่อยๆว่า…  สภาวะที่น้ำมีค่าความเป็นด่างมากๆ…  พวกเชื้อรา  เชื้อโรคบางประเภทจะดีใจมากหลาย  และแพร่ขยายได้อย่างรวดเร็ว…  สุดท้าย…  จงกำจัดและป้องกัน  การนำภัยมาสู่ปลาของคุณเอง…  นอกจากที่ว่ามาแล้ว…  จงระมัดระวังการนำเชื้อโรคมาสู่ปลาคุณด้วยตัวคุณเอง…  เพราะเกือบจะทั้งหมด…  เกิดจากคุณคนเลี้ยงนั่นแหละ…  ภาชนะเลี้ยง  กระชอน  กระบวย  หมั่นทำความสะอาด  และควรแยกไม่ให้ปะปนกันสำหรับปลาแต่ละบ่อ  อย่างน้อยๆ  แบ่งโซนสักหน่อยน่า…  เวลาติด  จะได้ไม่ลามไปหมด…  การนำปลาจากนอกฟาร์มนอกบ้านมาเลี้ยง….  ควรมีการกักกัน  ไม่เข้ามาปะปนกัน  อย่างน้อยๆสัก 1-2 อาทิตย์…  หากปลาที่นำมาใหม่เป็นโรค  จะได้ไม่มาติดปลาเรา…  ทั้งหมดนั่นที่ว่ามาคือ  ส่วนหนึ่งในการป้องกันภัยเข้ามาสู่ปลาของคุณ

แต่เชื่อเถอะ…  โอกาสที่คุณจะพลาด  หรือเกิดโรคในฟาร์มคุณ  เกิดโรคในปลาที่คุณเลี้ยง…  ยังไงก็เกิดขึ้นจนได้…  เพราะมันยังมีโรคอีกหลายๆอย่าง  ที่แฝงตัวอยู่ในตัวปลาคุณเอง  และยังสามารถถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่างๆได้…  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรคติดต่อ  หรือความผิดปกติทางพันธุกรรม  หรือแม้กระทั่ง…  หากการดูแลปลาของคุณพลาดไปแม้แต่ห้วงเวลาเดียว…  และเกิดปลาป่วยขึ้นโดยคุณไม่ได้สนใจกับมันละก้อ…  มีโอกาสที่มันจะติดต่อกันและลามไปทั่วทั้งหมด…  คงไม่ต้องบอกหรอกนะ…  ว่าการเปลี่ยนน้ำของคุณ  สามารถใช้สายยางคนละเส้นต่อโหลได้…  ดังนั้น  เมื่อมันมีโอกาสที่เชื้อโรคต่างๆมันจะกระจายแพร่ไป…  เราก็ต้องหามาตรการรับมือกับมัน…

การสำรวจตรวจตราสุขภาพของปลาคุณสำคัญมาก  มันเป็นการป้องกันและเป็นทั้งมาตรการในการควบคุมไปในตัว…  จงอย่าใช้การป้องกันโดยวิธีใส่ยาป้องกันโรค  ยารักษาโรคลงไปตะพึดตะพือ…  นัยว่าจะได้ป้องกันได้…  ไม่ใช่หรอก…  มันจะเป็นการทำให้เชื้อโรคมันชินชากับยาคุณมากกว่า…  และหากเกิดโรคขึ้นได้…  คุณก็จำเป็นที่ต้องใช้ปริมาณยามากขึ้นหรือใช้ยาที่แรงขึ้น…  ดังนั้น  แค่น้ำสะอาดใส่เกลือปริมาณเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว…  จริงๆแล้วแม้แต่เกลือก็ไม่จำเป็นนัก…  เพราะมันมีในน้ำพอแล้ว…  แต่เรามักจะใส่เพิ่มให้  นัยว่าเพื่อให้ปลาสบายตัวสักหน่อย  และควบคุมเชื้อบางอย่างได้ในระดับหนึ่ง…   การเดินตรวจสภาพปลาทุกวัน  ทั้งเช้าและเย็น  หรือจะวันละครั้ง  มากเพียงพอที่คุณจะควบคุมโรคระบาดได้…  เมื่อพบเห็นปลาที่ผิดปกติ…  ซึม  ลีบ ลู่  ซบ  ซุก…  จงนำออกไปจากกลุ่มปลาที่ปกติทันที…  จัดอาณาบริเวณไว้แห่งหนึ่ง  ให้ไกลกว่าปลาดีๆของคุณ  แยกอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน…  จริงๆแล้ว…  หนทางที่ดีสุดๆคือการกำจัดปลาที่ป่วยซะ…  จะเผาฝังก็ตามแต่…  แต่ห้ามทิ้งลงแหล่งน้ำสาธารณะ  แต่เราชาวพุทธ…  คงทำแบบนั้นไม่ได้แน่ๆ…  ดังนั้น  แยกออไป  จำกัดพื้นที่ให้ได้จะเหมาะสมที่สุดนะครับ…   การเดินตรวจ…  จะทำให้คุณเห็นน้ำในแต่ละโหลแต่ละบ่อ…  หากเป็นในโหล…  เศษอาหารที่เหลือ  น้ำที่ขุ่น… มีเมือกเกาะหนา  มีขุยขาวๆที่ก้นโหล  มีพยาธิเกาะโหล  หรือกระทั่งไฮดราในโหล   ล้วนแล้วแต่ส่ออาการผิดปกติของน้ำและปลาทั้งนั้น   เมื่อพบเห็น…  เปลี่ยนน้ำไปซะก่อนเลยพร้อมกับหายามาใส่ป้องกันได้เลย…  หรือจะใช้การเพิ่มปริมาณเกลือในน้ำก็ได้…  เพื่อยับยั้งการแพร่กระจาย  ช่วงนี้หากปลาคุณดูปกติ…  เขาอาจจะยังไม่ติดเชื้อ…  ยังพอเอาตัวรอดได้…  ปลาที่ปกติ  น้ำที่ปกติ  การเลี้ยงดูที่ดี…  3-5 วัน…  คุณยังสามารถทำให้น้ำใสปิ๊งได้…  ถึงแม้จะมีขี้ปลาจมอยู่กันโหลก็ตาม  ก็ไม่เกิดผลกระทบ…  แต่กับฮาร์ฟ  ถ้าทำแบบนี้อาจจะไม่ได้ฮาร์ฟนะ…  แยกดีๆเกี่ยวกับสภาพน้ำกับการเลี้ยงดูปลาแต่ละประเภท…  อิ อิ  เดี๋ยวหาว่าผมแนะแบบนี้…  โดนตามมาด่าอีก…555

แต่หากทำแบบที่ว่าก็แล้ว  ยังตามมาระบาดกระจายได้อีกล่ะ…   สำคัญที่สุดอันดับแรกๆเลย…  คือ  ต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้…  ทำยังไงจะจำกัดวง  ปลาที่ยังไม่เป็นต้องไม่ป่วยเพิ่ม…  คุณต้องแบ่งปลาคุณออกเป็น 3 กลุ่ม…  คือ

พวกติดเชื้อแล้ว…  จะอาการหนักอาการเบา…  ถือว่าติดทั้งหมด…  ต้องแยกออกไปหรือจำกัดบริเวณให้ได้…  หลายๆแห่งเขาจะทำลายกันเลย  ใส่ฟอร์มาลินตายเป็นเบือ…   ถ้าใจคุณไม่แข็งพอ…(เหมือนผม)  ก็รักษาไปตามอาการ…  แต่ที่สำคัญ  เอาออกไปจากพื้นที่ของปลาปกติเร็วที่สุด…  จะไปเลี้ยงในตุ่ม  ในบ่อรวม  หรืออะไรก็แล้วแต่  แต่ต้องเป็นพื้นที่จำกัด  ไม่มีโอกาสที่น้ำจะไปปะปนกับน้ำดีที่คุณใช้เลี้ยงปลา  และปะปนกับแหล่งน้ำธรรมชาติ…  สำหรับบ่อ  โหล  ภาชนะ  อุปกรณ์  ที่คุณเคยใช้กับปลากลุ่มนี้…  ก็ต้องทำความสะอาดหนักๆ…  ล้างด้วยฟอร์มาลิน  หรือ คลอรีน  แถมควรจะต้องตากแดดให้แห้งสนิทอีกสัก 3-4 วัน…

พวกที่สอง  คือ  พวกกลุ่มเสี่ยง…  หมายถึงกลุ่มที่อาจจะเลี้ยงอยู่ในบ่อเดียวกัน  หรือเคยใช้ภาชนะร่วมกัน  อยู่ในบริเวณเดียวกัน…  สรุปคือเสี่ยงอ่ะ…  พวกนี้ต้องควบคุมอาณาเขต  และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด…  ใส่ยาป้องกันเอาไว้ด้วย…  ถ้าพบตัวไหนแสดงอาการ  ก็อัปเปหิเขาไปรวมกับกลุ่มแรกได้เลย…

พวกที่สาม  คือ  พวกที่ปกติและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเสี่ยง…  พวกนี้คุณก็สามารถเลี้ยงดูไปตามปกติ…  อาจจะมีการเพิ่มปริมาณเกลือ  หรือใส่ยาป้องกันลงในน้ำได้บ้าง  แต่ผมไม่ค่อยชอบ  อย่างที่กล่าวแล้ว  ผมกลัวเชื้อมันจะดื้อยา  รักษายาก…

หลังจากคุณแยกกลุ่มปลา  ทำความสะอาดบ่อ ภาชนะ โหล อุปกรณ์ เรียบร้อยแล้ว…  อันดับต่อมา  คือคุณต้องหาให้เจอว่า  โรคที่ว่าเกิดจากอะไร…  มากับอาหาร  มาจากน้ำสกปรก   หรือฝังอยู่ในตัวปลามาก่อน…  และหาทางดูให้ได้ว่าสภาพแบบใดที่เอื้ออำนวยให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี…  เพื่อที่จะทำในทางตรงข้างซะ…  การใช้ยาอย่างเดียว  โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงหรือทำลายสิ่งที่เอื้อประโยชน์ต่อการกระจายโรค   ไม่เป็นผลดีเลย…  คุณต้องทำลายมันไปพร้อมๆกับตัดวงจรของมัน….  ซึ่งรายละเอียดนี้…  มันเขียนยากมากๆ…  เพราะแต่ละโรค  แต่ละอาการ  แต่ละสภาวะ  มันต่างกัน…  นำหลักการไปใช้…  อย่าลืม…  เหตุผลจะทำให้คุณแก้ปัญหาได้…  เช่นกรณีเหตุการณ์ของผม…

เกิดจากการใช้อาหารสด…  นั่นคือไอ้ตัวแสบ  ไส้เดือนน้ำ…  ซึ่งคนงานของผมไม่ละเอียดรอบคอบพอ  จึงล้างไม่สะอาด…  ประกอบกับ  เป็นนักให้อาหารปลาที่ดีมาก…  ให้ทีเหลือเบอะ…  ใครที่มาดูจะเห็นสภาพแบบนี้บ่อยๆ…  สอนยังไงก็ไม่จำ…  ซึ่งช่วงผมอยู่  ผมจะตรวจและทำการเปลี่ยนน้ำทันทีที่พบ…  และจะคัดปลาป่วยออกทันที…  แถมพอนายไม่อยู่…  ก็เลยร่าเริง  ไม่เปลี่ยนน้ำ  มั่วภาชนะ  ไม่ควบคุมน้ำ… แถมมาเจอสภาพอากาศที่แย่มากๆ…  ฝนตก  อากาศชื้น  กลางวันร้อนอ้าว…  เชื้อโรคทั้งหลายสะใจนัก…  แถมพอปลาป่วยก็แอบไปหยิบยาเตตร้าไซคลินมาใส่เอง…  เลียนแบบผม…  แต่ไม่ดูอาการปลาก่อน…  ผลคือ  ปลาตายทั้งเกิดจากโรค  และเกิดจากยาที่โอเวอร์โดส…  กรรมจริงๆ…  เพียง 7 วัน…  ผมกลับมาเห็นฟาร์มก็ตอบได้เลยว่าสาหัส…  แถมมีภารกิจต่อเนื่องอีก…  กว่าจะมีโอกาสมาตรวจตราและแก้ไขสถานการณ์  เหตุการณ์ก็ผ่านไปถึง เกือบ 14 วัน…  จบครับ…  เงินเห็นๆวายวอดไปต่อหน้า…  มึนตึบ…

หลังจากตั้งหลักได้…  สิ่งแรกที่ทำคือ…  คัดปลาป่วยออกทั้งหมด…  ปลาป่วยลงไปในโอ่งจนเต็ม  บ่อบัวเอย  บ่อปลาเอย…  หลังจากนั้น  สาหร่ายในบ่อทั้งหมด  ถูกกำจัดทิ้ง…  เพื่อลดพื้นที่หมักหมม…  เปลี่ยนน้ำปลาทั้งหมด…  ปรับสภาพแวดล้อมใหม่…  ซึ่งฝนก็ตกมาเรื่อยๆ  ทำให้การแก้ไขสถานการณ์ทำได้ยากเย็นพอสมควร…  จนถึงขนาดที่  ต้องนำมาลาไคร์ลงมาเสริมกองทัพ  ซึ่งผมเลิกใช้ยามาเกือบ 3 ปี แล้ว… ต้องเอาเข้ามาเพื่อรักษาอาการเมือกหลุดร่อน  หางลีบลู่…  โดยใช้ตามโดสและใช้ต่อเนื่องไปจนกว่าอาการจะหายไปอีกระยะ… จนกระทั่งไม่พบปลาป่วยอีก…  อุปกรณ์ทุกอย่างจะผ่านการแช่น้ำเกลือเข้มข้นแล้วไปตากแดด…   บ่อที่นำปลาออก…  จะล้างจนสะอาด…  แช่ฟอร์มาลิน  แล้วปล่อยแห้งไปอีก 3-4 วัน…  เปลี่ยนอาหารจากอาหารสดเป็นอาหารแห้งหรืออาหารที่ทำขึ้นเอง คือ  ไข่ตุ๋น …  จนสามารถควบคุมการเกิดโรคได้ทั้งหมดจึงเริ่มนำอาหารสดกลับมาให้อีก…  โดยครั้งนี้  ต้องควบคุมการให้อาหารอย่างเคร่งครัด…  แต่ก็ไม่วายจะให้มากเกินไปจนน้ำเน่า…  แต่อาศัยการตรวจละเอียดทุกวัน…  และรีบแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป…  ปัจจุบัน…  สามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้แล้วครับ…  และอีกไม่นาน…  ปลารุ่นใหม่ก็จะออกมาให้ยลโฉมกันได้เหมือนเดิม…

โม้ตอนนี้…  ก็เป็นการโม้ไปตามประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาจริงๆ…  สด สด…  ก็หวังว่าคงพอจะเป็นแนวทางให้พวกเราได้นะครับ…  อย่าลืมว่าปลาเป็นสิ่งมีชีวิต…  หากผิดพลาดไป  ผลกระทบมันรุนแรง…  อย่างน้อยๆกว่าปลารุ่นใหม่ๆ  ครอกใหม่ๆจะพร้อม  ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 เดือน…  และอาจจะถึงขั้นทำลายสายพันธุ์ที่คุณพัฒนามาเลยทีเดียว…  การป้องกันไม่ให้เกิดเลย  ดีที่สุดครับ…

BACK                NEXT