การเลี้ยงปลากัดแบบของผม…(โม้…ตอนที่ 6) Part1

กลับมาแบบรวดเร็วทันควันตามคำเรียกร้อง….และที่ได้สัญญาไว้เกี่ยวกับเรื่องราวใน โม้ตอนที่ 6 ว่า จะเจาะลงไปในเรื่องของการเพาะปลากัดกันเลย เอาแบบเจาะเข้าไปกันเลย… ดังนั้น ก็ต้องมาคุยกันในเรื่องของแนวทาง ประสบการณ์ แนวคิดกันก่อนนะครับ… เพื่อจะได้พอทราบพื้นฐานของการคิดและการทำ จะได้นำไปประยุกต์ใช้ได้กันจริงๆ… ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นประสบการณ์ ไม่ใช่วิชาการ การพิจารณาและคิดของผม เน้นการคิดตามแนวคิดตามพื้นความรู้ของตนเองมากกว่าจะเอาตำราเล่มใดมาจับ… จึงห้ามยึดถือเป็นตำราครับ

ถ้าได้อ่านเรื่องราวต่างๆของผมมาครบทุกภาค ก็จะทราบว่าผมมีพื้นฐานการเลี้ยงปลากัดมาตั้งแต่อายุ 12-13 แล้ว… 24 ปีที่ผ่านมาโน่น สมัยนั้นผมรู้จักแต่ปลากัดจีนและปลากัดหม้อ สังกะสีก็มีเรียกกัน ปลาส่วนใหญ่ก็จะเป็นสายกัดแต่เรื่องความสวย ก็ไม่ได้เป็นรองสายสวยงามสมัยนี้ ตลอดจนนั่นคือภาพที่ติดตัวมาในการคัดเลือกทรงปลามาทำจนยุคปัจจุบัน ยุคนั้น เด็ก ม.1 – ม.2 จะเอาอะไรมากไปกว่า เก็บเงินวันละ 12 บาท ที่ได้มาเป็นค่ารถเมล์และค่าข้าวมาหาซื้อปลากัดตั้งแต่ตัวละ 10 – 20 บาท ไปจน 100 บาท… แพงไหม แต่ตัวเมียก็ไม่ได้หวงมากกัน เหมือนปัจจุบัน ผมเริ่มจากปลากัดทีละ 1- 2 ตัว ซื้อมาเรื่อยๆจนมีปลาอยู่ร่วม 50 ตัว เลี้ยงในขวดแม่โขงกลม และเก็บเงินซื้ออ่างดินเผา ขนาดสัก 1 ฟุตได้อีกสัก 10 ใบ และมีโอ่งปากกว้างแบบกระถางบัว 1 ใบ… ขอเขามา เพราะหน้าบ้านเขามาเช่าที่ทำโอ่งขาย… การเพาะยุคนั้น ใครๆก็บอกให้เทียบปลา 3-5 วัน บางรายก็ 10-15 วัน เราไม่รู้หรอกว่าเพื่ออะไร รู้แต่ว่ามองเห็นไข่นำ ท้องอูมๆ แน่ใจว่าเป็นตัวเมียล่ะใช้ได้ ปล่อยโครมลงไปเลยไม่ต้องรอ ไอ้ที่เขาเรียกว่าลายชะโดเป็นไงไม่รู้จัก ไข่น้ำจะขาวอมเหลืองก็ไม่เคยเห็น รู้แต่ปล่อยลงในอ่างที่เราใช้ผักบุ้งใส่ไว้ เราคอย คอย คอย จนเห็นไข่คือจบ… กำหนดเวลาปล่อยไม่มี… พอไข่เสร็จก็เอาตัวเมียออก รอลูกปลาออกมาลอยเป็นแพก็ใส่ลูกไร แค่นั้นเอง… ได้ไม๊…. ได้ครับ… ครอกนึงได้สัก 5 ตัวก็เก่งแล้ว แต่ในการทำมามีครอกนึงได้มากกว่า 200… เพราะอะไร… มันแตกต่างกันที่อ่างกว้างกว่ามาก เพราะโอ่งปากกว้างขนาด 1 เมตรนั่น มันกว้างกว่าอ่างดินเผาและจุน้ำได้มากกว่าเกิน 10 เท่า… เห็นอะไรไม๊จะประสบการณ์ตรงนี้….

จากตรงนั้นได้มีอากาศทำปลาอยู่น่าจะกว่า 40 ครอก ได้ลูกปลาไม่มากนักในแต่ละครอกเว้นครอกที่ว่า “เจ้ามือดำ” คือชื่อปลาสายกัดตัวนั้นที่ยังจำมาจนทุกวันนี้… ผมหยุดเลี้ยงไปกว่า 20-21 ปี ที่ไม่แตะปลากัดอีกเลย มันบาป… เราผ่านการบวชเรียนมาแล้ว จนกระทั่งหัวใจมันทนไม่ไหว… กลับมาจับเขาอีกครั้ง ด้วยความพร้อมที่มากกว่าเดิม เรามีความรู้ มีเงินมีสายป่านที่ยาวพอ มีความคิดมีระบบจัดการที่ผ่านการศึกษา ผ่านการทำกิจกรรม ผ่านการลงทุนอะไรต่อมิอะไรมาโชกโชน… ทำไมจะมาทำเจ้าปลาเล็กๆนี่ไม่ได้ หลังจากผ่านการตัดสินใจระหว่างปลากัดกับปลาหางนกยูงว่าจะเลือกใคร เราจึงได้คำตอบว่าเรารักปลากัดมากกว่า มันท้าทายกว่า หางนกยูงสายพันธุ์ใด ผสมกันก็สายพันธุ์นั้น แตกสีแตกลายไปไม่ได้มากเท่าไร ผิดกับปลากัดไปได้ทุกทิศทุกทาง เริ่มทำปลากัด แต่เอาหางนกยูงเป็นตัวเลี้ยงฟาร์ม… ถึงจะมีสายป่านยาว แต่ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ จะเอาเงินเดือนมาใส่ปลากัดโดยไม่ได้อะไร ไม่ไหวแน่… และได้เปิดฉากการเพาะแบบถล่มทลายบวกกับการลงทุนทั้งบ่อและสายพันธุ์… ผลเจ๊งไม่เป็นท่า จนต้องหันไปหาหางนกยูงอยู่พักใหญ่… ทำไม!!!!! นั่นคือสิ่งที่เราต้องหาคำตอบ ทำไมลูกปลาไม่รอด… คิดไปคิดมา… ได้มาดังนี้

เพาะปลาในช่วงนั้น เนื่องจากต้องการควบคุมอุณหภูมิ เลยเอาปลามาเพาะในกาละมังพลาสติกขนาดสักเกือบ 2 ฟุต และไว้ในห้องทำงาน ไม่ใช้อาหารสดเลยกลัวบาป… เล่นมันด้วยอาหารสำเร็จรูปแบบผงละเอียด อะไรที่ว่าดีแพงแค่ไหนลองหมด… สรุปในช่วงแรก ลูกปลารอดไหม… รอดครับ… เราสามารถใช้ไข่แดงพ่น + อาหารสำเร็จรูปที่ละเอียดมากๆ ทำให้ลูกปลารอดได้ โดยไม่ต้องพึ่งอาหารสดเลย… จำนวนลูกปลาที่เกิดและรอดจากวิธีนี้ไม่แตกต่างจากการใช้อาหารสดและมือระดับสมัครเล่นสักเท่าไร… 200 โดยประมาณ แต่ช่วงประมาณ 20 วัน มันจะทยอยร่วง ยิ่งเปลี่ยนน้ำยิ่งร่วง… พิจารณาแล้วไม่ใช่เพราะเขาอ่อนแอ แต่จากห้องมันปิด อากาศอบอ้าว อาหารพวกนี้จะเหลือและบูดเน่าเร็ว กาละมังพลาสติกไม่ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิ ตลอดจนของเสียบางอย่างที่จมก้นน้ำและเกาะตัวเป็นแผ่นๆ ภายใต้ดันสะสมแก๊สพิษเอาไว้ พอเราไปดูดน้ำออก พวกแก๊สพิษ พวกแอมโมเนียก็ทะลัก… และยังอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เจ๊งไม่เป็นท่า… เรื่องพ่อปลากินลูกปลา พบเจอน้อยมาก ถ้าเราไม่กวนเขาจริงๆ ยากที่เขาจะกิน กับกรณีพ่อปลาไม่แข็งแรง ขี้ตกใจ พวกนี้เห็นกินเรียบทุกที… ผ่านมา 6 เดือน… ผมมีปลาเหลือมาเพียง 32 ตัว… จึงตัดสินใจทิ้งทวน คือ ถ้าไม่ได้อีกเลิกเลี้ยงปลากัด ปรับระบบใหม่ เอาปลามาเลี้ยงและเพาะนอกบ้านท่ามกลางอากาศธรรมชาติ ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้และอากาศถ่ายเทตลอดทั้งวัน เปลี่ยนอาหารจากอาหารสำเร็จรูป มาเป็นอาหารสด ซึ่งได้เลือกไข่ไรทะเลมาเป่า เพราะผมไม่มีเวลาไปหาซื้อลูกไรให้ทุกวัน… จึงเน้นความสะดวกเป็นหลัก วิธีการเพาะ ยังคงใช้กาละมังพลาสติกเช่นเดิม พืชน้ำอย่างเดิม คือสาหร่ายหางกระรอก จอก ผักบุ้ง ใบหูกวางหรือใบตองแห้ง… แต่คราวนี้แสงธรรมชาติ อากาศธรรมชาติ อาหารก็ไข่แดงพ่นตามเดิม แต่ตามด้วยไรทะเลหลังจากพ่นไข่ไปได้ 5-6 วัน… ไม่ถึง 6 เดือน ผมมีปลาทั้งในบ่อและขวดกว่า 6,000 ตัว และในระหว่างนั้น ได้ปรับระบบการเพาะเลี้ยงมาเป็นแบบเดียวกับที่คุณชัย ปลากัดยักษ์เขียนในหนังสือ คือเอายอดโมก ก้านและใบมะยมแทนดอกจอก ผมใช้สาหร่ายหางกระรอกเพิ่มเติม ใช้ใบหู กวาง และเตรียมน้ำล่วงหน้า 3-5 วัน อาหารไข่แดงพ่น หนอนจิ๋ว และไรทะเลเป่า จนกระทั่งได้ลูกปลาสูงสุดที่ 1072 ตัว/ครอก ที่ลูกปลาอายุ 20 วัน ในกาละมังขนาดเล็กๆนี่… ตรงจุดนั้น จึงทำให้ผมเลิกปลาหางนกยูงเด็ดขาด และหันมาจับปลากัดอย่างเดียว… ทำไมมันรอดล่ะ น้ำก็เดิมๆ อาหารปรับเปลี่ยนไปจากแห้งเป็นสด พืชน้ำที่ใส่เหรอ ไม่ใช่แน่… แต่น่าจะเป็นสภาพแวดล้อมมากกว่า… สภาพอากาศที่เย็นสบายตรงนั้น น่าจะมีผลต่ออัตราการรอดของลูกปลามากกว่าอย่างอื่น นั่นคือทำไมผมถึงแนะนำหลายๆท่านว่าประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของท่าน… หลายๆครั้ง ที่ผมพบว่า เมื่ออากาศเปลี่ยนไป การเพาะปลาในแต่ละช่วงจะมีอุปสรรคคล้ายๆกัน เช่น หากอากาศค่อนข้างร้อนอ้าว ปลาจะกินไข่เหมือนๆกัน หรือไม่ยอมรัดเหมือนๆกัน เพราะผมปล่อยปลาลงรัดทีนึงหลายๆครอกพร้อมกันเป็นส่วนใหญ่ แต่เรื่องของอากาศนี่ยังใช้ในการสรุปไม่ได้นะครับ… ว่าร้อนอ้าวแล้วเพาะไม่ได้ เพียงแต่มันจะมีอะไรที่คล้ายๆกันในภาวะนั้นๆเท่านั้นเอง… ส่วนอากาศแบบใดจะเหมาะ อันนี้คงต้องสังเกตกันต่อไปอีกหน่อย…

ต่อมา หลังจากโรงเรือนผมเสร็จ และเริ่มมีปัญหากับการแยกสายพันธุ์ปลา เนื่องจากก่อนนั้น จะเพาะแล้วเอาปลารวมกันเพื่อประหยัดอ่าง… แต่มันปนกันจนมั่วไปหมด และเปลี่ยนเป้าหมายจากการทำจำนวนขาย เป็นขายคุณภาพ ขณะเดียวกันก็ประยุกต์สูตรการเพาะไรแดงจากสูตรเริ่มต้นจากพี่ๆหลายๆท่านสำเร็จ จำเป็นต้องใช้กาละมังไปทำน้ำเขียว จึงได้หันมาเพาะปลาในลองปูนเลย… การเตรียมน้ำ การเตรียมปลาและระบบการให้อาหารไม่แตกต่าง สูตรเดิมๆ เปลี่ยนไปเพียงเป็นลองปูนที่กว้างกว่า เย็นกว่า ปริมาณน้ำเยอะกว่า อุณหภูมิคงที่กว่า ผลออกมาคืออัตรารอดของลูกปลามากขึ้น โตเร็วขึ้น แข็งแรงกว่าเดิม นั่นน่าจะบอกได้ว่า สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการเพาะปลานับตั้งแต่ปล่อยพ่อแม่พันธุ์จนกระทั่งออกไข่และการอนุบาลลูกปลานับตั้งแต่ออกจากไข่ไปจนโต… อุณหภูมิ สภาพอากาศ อาหาร มีความสำคัญพอๆกัน การที่เราไม่สามารถควบคุมตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งได้ มีโอกาสที่เราจะผิดพลาดและล้มเหลวสูง… แต่ยังก่อน… ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่ผมยังไม่ได้พูดถึงเลยตั้งแต่บรรทัดแรกมาจนถึงตรงนี้… นั่นคือสภาพของพ่อแม่พันธุ์… ผมเคยอ่านหนังสือ ทั้งเคยลองและเคยฟังมาจากหลายๆท่าน ปลากัดสามารถผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่ 2 เดือนกว่าๆ บางท่านก็บอกว่า การเพาะเร็วทำให้เรามีโอกาสพัฒนาสายพันธุ์ได้เร็วกว่าคนอื่นๆ… มันก็จริงหรอก แต่ในความคิดผมกลับมีความคิดที่ต่างออกไปและก็ไม่ยืนยันว่าเป็นความคิดที่ถูกต้อง… เพราะมันเป็นแนวคิดผมและประสบการณ์ของผมคนเดียว ปลากัดที่อายุอานามน้อยมากๆ ปริมาณไข่ที่ออกมาก็จะน้อยและเล็กกว่าปลากัดที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์… แล้วมันเท่าไรล่ะ… ผมพิจารณาจากการดูการพัฒนาของปลาเป็นหลักครับ… นั่นคือ ปลากัดที่โตเต็มที่แล้ว ครีบเครื่องลำตัว ความเข้มของสีสมบูรณ์แล้ว ตรงนั้นผมจึงถือเป็นวัยเจริญพันธุ์จริงๆ เรามีโอกาสเห็นทรงปลาที่แท้จริง สีที่แท้จริง และจะทำให้เราเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่ดีที่สุดได้… ดังนั้น จากการสังเกตมาในระยะเวลา 2 ปีกว่า… ปลาที่ผมถือว่าโตแล้ว จนแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วจะอยู่ที่ 4 เดือนเป็นต้นไป… บางตัวบางครอกบางสายอาจนานกว่านั้น และอาจจะเริ่มฟอร์มตก ครีบเครื่องห่อ หมดความสวยที่ 8 เดือนไปแล้ว ทั้งนี้อยู่ที่ฝีมือการเลี้ยงด้วย… บางตัว 1 ปีไปแล้วยังสวยอยู่เลย… ปลาแบบนี้ต่างหากที่เราต้องการมาทำพ่อแม่พันธุ์… ฮาร์ฟมูนบางตัวบางสาย ตอนเล็กๆเราดูไม่ออกเลยว่าจะเป็นได้ แต่พอเขาเป็นฮาร์ฟ 6 เดือนผ่านไปเขาก็ยังเป็นอยู่ ยังกางเต็มฟอร์ม แบบนี้ต่างหากที่เราต้องการนำมาพัฒนาต่อ… จากที่เขียนมาตรงนี้ นั่นคือข้อสรุปของผมในเรื่องอายุปลาแล้วนะครับ… ต่อมามาดูที่พ่อปลากันบ้าง… พ่อปลาที่ผมเลือก จะต้องมีรูปร่างรูปทรงที่สมบูรณ์ เน้นๆต้องไม่มีการคดโก่งของกระดูก เกล็ดต้องไม่ซ้อน ครีบเครื่องสมส่วน สีที่สดใส… แต่เน้นที่สุดคือ นิสัยครับ… หลายๆครั้งที่พบว่า เมื่อเลือกพ่อปลาที่นิสัยไม่ดุ ก็มักจะได้ลูกปลาที่ไม่ดุไปด้วย ทั้งนี้ต้องดูตัวแม่ด้วยนะครับ… พ่อปลาที่ดีต้องดุ ต้องสู้ และมีกำลังวังชาที่แข็งแรง เอาแบบที่ใช้แผ่นกั้นเจาะรูแล้วเขายังพองได้ทั้งวันเลยยิ่งดี… อย่าลืมว่าปลากัดเขาเน้นขายกันที่ตัวผู้ ตัวผู้ไม่สวย ตัวเมียก็ขายไม่ออกตามไปด้วย… ตัวผู้สวยหมดแต่ไม่พองไม่สู้ ก็หมดน้ำยา แล้วจะเลี้ยงทำไมครับปลากัด…555 นอกนั้นก็ไปอ่านที่บทความการเลือกปลากัดในแบบของผมนะครับ… เพื่อพิจารณาโครงสร้าง เครื่องครีบ หลายๆอย่างเขียนสำหรับเครื่องสั้น แต่จะนำไปใช้กับเครื่องยาวก็ได้ โดยประยุกต์ในเรื่องต่างๆไป… สำหรับตัวเมีย ก็ต้องมองโครงสร้าง เครื่องครีบเช่นเดียวกับตัวผู้… ลักษณะนิสัยก็เช่นเดียวกัน เอาประเภทที่เห็นตัวผู้แล้วว่ายไล่จี้เลยก็ยิ่งดี บ่อยครั้งที่ตัวเมียสามารถกัดตัวผู้จนตายคาบ่อเพาะได้… นั่นแหละที่ผมเลือก… เราก็แก้ด้วยการใช้ตัวเมียที่ย่อมกว่า และตัวผู้ที่ดุจริงๆแข็งแรงจริงๆ… อย่าลืมว่า ธรรมชาติจะคัดเลือกผู้ที่แข็งแรงกว่าให้อยู่รอด การเพาะปลากัดถึงแม้จะเป็นการพันธุ์โดยฝืนธรรมชาติ แต่เราก็ควรจะยึดหลักธรรมชาติ ไม่งั้นอนาคตปลากัดไทยก็จะกลายเป็นปลาอ่อนแอกันหมด…

การเพาะปลากัด… จะต้องคิดอยู่เสมอว่า ครอกที่เราจะทำการเพาะนั้นเรามีเป้าหมายอะไร… เพาะเพื่อเก็บสาย เพื่อขาย หรือเพื่อพัฒนา… เพราะการดูแลมันต่างกัน… เพื่อเก็บสาย เราอาจจะไม่ทำจำนวนมาก… โดยใช้สายพันธุ์ที่เราพัฒนาจนนิ่งแล้ว ทำไว้เพื่อรักษาสายพันธุ์ที่ดีๆไว้… เพื่อขาย… อาจจะทำจำนวนหรือไม่ก็แล้วแต่เป้าหมายทางการตลาดและคุณภาพของปลา อย่าลืมว่าเมื่อผลิตออกมามาก ราคามันก็ย่อมจะลดลง ปลาบางสายต้องกำหนดปริมาณตลาดไว้ล่วงหน้า และสุดท้ายคือการพัฒนา… จะสับสายหรือหาสีใหม่ก็ตามแต่ แบบนี้เราจำเป็นที่จะต้องเอาจำนวนให้มากที่สุด เพื่อให้มีตัวเลือกมากๆ… มาถึงตรงนี้คงต้องมีคำถามตามมาแน่นอน… กำหนดได้เหรอ ???? ได้ครับ… พวกเก็บสาย พวกนี้ต้องให้ธรรมชาติเลี้ยงมากกว่าเราเลี้ยงครับ… จำนวนลูกปลาจะรอดไม่มาก แต่แข็งแรงแน่นอน เราให้อาหารน้อยๆ พยายามทำสภาพบ่อให้อยู่ใกล้เคียงธรรมชาติ ซึ่งจะมีแพลงตอนเกิดขึ้นมาเองอยู่แล้ว ทำตอนเล็กๆเลยนะครับ… เขาก็จะหากินเองส่วนหนึ่ง กินกันเองไปส่วนหนึ่ง จนเหลือจำนวนไม่มากพอกับความต้องการ เราก็ให้อาหารในปริมาณที่เราคิดว่าเหมาะสมกับจำนวนปลาก็พอแล้วครับ… แบบที่ 2 คือขาย แบบนี้ก็ขุนๆกันไป แยกปลาเร็ว สัก 1.5 เดือนก็เลี้ยงเดี่ยวแล้ว… ที่ว่านี่แบบเน้นปริมาณนะครับ… ถ้าแบบคุณภาพ ผมจะทำคล้ายแบบเก็บสายนี่แหละ แต่จะให้มีอัตรารอดที่มากกว่าหน่อย และคัดแยกเร็วโดยเอาพวกหัวบ่อหรือปลาโตเร็วไปแยกเลี้ยง แบบแรกนี่เลี้ยงคาบ่อเลยนะครับ… ถ้าทำเอาจำนวนเราจะคัดปลาขึ้นเลี้ยงเดี่ยวพร้อมๆกัน เพื่อเวลาเอาขึ้นขายจะได้ไปเป็นชุดใหญ่ๆ กับแบบที่ผมใช้คือขึ้นทีละรุ่น เอาหัวปลาขึ้นมาก่อน อาจจะสัก 10 ตัว พอขายไปก็จะเอาขึ้นมาแทนทีละตัว เป็นต้น… สุดท้ายเพื่อพัฒนา… ต้องรอดให้มากที่สุด และคัดแยกขนาดให้ได้ หลายๆครั้งปลาแปลกปลาสวย ดันเป็นปลาที่แกรนๆ…หรือโตช้ากว่าชาวบ้าน ดังนั้นต้องพยายามให้มีจำนวนรอดมากๆ อาหารต้องถึง และคัดขนาดให้เหมาะสมครับ….

สำหรับโม้ตอนนี้ยังมีเรื่องราวต่อเนื่องนะครับ… ยังไม่จบ เรื่องราวของการเพาะพันธุ์ปลากัด มีรายละเอียดปลีกย่อยที่เกี่ยวพันธุ์กันครับ… ศึกษาเรื่องใดแบบเจาะไปอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลากมาหมดเพราะเป็นเหตุผลซึ่งกันและกัน… ข้อสำคัญ… อย่าลืมนะครับ… นี่ไม่ใช่ตำรา ไม่ใช่เอกสารอ้างอิงทางวิชาการ แต่เป็นประสบการณ์หนึ่ง ของคนเพาะเลี้ยงปลากัดคนหนึ่งเท่านั้นครับ

BACK              NEXT